X
thub
เพิ่มสินค้าเข้าสู่ตะกร้าเรียบร้อยแล้ว
เลือกสินค้าต่อ เข้าสู่ตะกร้าสินค้า

โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อภัยภูเบศร

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีการดำเนินงานด้านการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมากว่า 30 ปี ครอบคลุมทุกมิติ  ตั้งแต่การพัฒนายาจากสมุนไพร การบริการและส่งเสริมสุขภาพในชุมชน การบริการผู้ป่วยนอก การเผยแพร่ความรู้ ในปี 2543 ได้เปิดบริการผู้ป่วยในอาคารเปรมสุข(โรคหลอดเลือดสมอง-โครงการนำร่อง)  เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่มีโครงสร้างและแนวทางที่ชัดเจนในการบูรณาการกับการแพทย์แผนปัจจุบัน  ซึ่งได้ทำการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันเกิดของโรงพยาบาลครบรอบ 75 ปี
                  
การรักษา
                  การรักษาโรคตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย มีแนวคิดว่า โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากความผิดปกติของธาตุทั้ง 4 อันประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ และตรีโทษ อันได้แก่ เสมหะ ปิตตะ วาตะ การรักษาด้องปรับให้ร่างกายคืนสู่สมดุล ทั้งการกินยา การนวด การอบ ประคบ การย่างยา การเผายา เป็นต้น ที่สำคัญ คือ การแพทย์แผนไทยสามารถรักษาโรคที่เกี่ยวกับโรคทางโครงสร้างได้ดี เช่น ใช้การนวดเพื่อแก้ไขปัญหากระดูกทับเส้น ข้อเข่าเสื่อม กระดูกสันหลังคด หัวตกหมอน เป็นต้น กล่าวคือ การแพทย์แผนไทยมีทฤษฎีการรักษาได้ทุกโรค แต่ที่ถูกนำมาใช้ได้น้อยเนื่องจากถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลานาน ขาดความต่อเนื่อง การมีโรงพยาบาลจะเป็นการค่อยๆ ฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ และมีความปลอดภัย            
                  ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้บริการรักษาทางด้านแผนไทยมายาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งโรคที่มีผู้มารับบริการมากสุด คือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต ออฟฟิศซินโดรม หัวไหล่ติดเข่าเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ และโรคที่แผนปัจจุบันยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เช่น สะเก็ดเงิน โดยพบว่า ผู้ป่วยที่มารับการรักษาได้รับประทานยาต้มสมุนไพรเฉพาะราย พบว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มดีขึ้นกว่า 90% และบางรายสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกำเริบซ้ำ
 
การรองรับผู้ป่วย
                  โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยฯ สามารถรับบริการผู้ป่วยนอกได้มากถึงวันละ 50-100 คน และในกรณีเป็นผู้ป่วยใน สามารถรองรับ ห้องพักผู้ป่วยสามัญรวม จำนวน 12 เตียง ห้องพักผู้ป่วยพิเศษเดี่ยวจำนวน  5 ห้อง ห้องแยกผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จำนวน  1 ห้อง  ทั้งนี้ ในอนาคตอาจมีการปรับและขยายการรองรับผู้ป่วยได้ตามความเหมาะสม
 
สิทธิการรักษา
  • สิทธิ์บัตรทอง (ในเขต) : สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่ไม่สามารถเบิกค่าหัตถการฝังเข็มได้ และในส่วนของการเข้ารับการรักษาในห้องพิเศษต้องจ่ายส่วนเกินคืนละ 1,100 บาท
  • สิทธิ์บัตรทอง (นอกเขต) : ต้องมีใบส่งตัวจากโรงพยาบาลต้นสังกัด จึงจะมีสิทธิ์เทียบเท่าบัตรทองในเขต
  • สิทธิ์เบิกคลัง (ข้าราชการ) : สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ และกรมบัญชีกลางให้สิทธิ์เบิกค่าห้องพักได้วันละ 1,000 บาท ถ้าจะพักห้องพิเศษจะต้องจ่ายส่วนเกิน 250 บาท/วัน
  • สิทธิ์ประกันสังคม : สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่ไม่สามารถเบิกในส่วนของการฟื้นฟูสมรรถภาพได้
  • สิทธิ์เบิกประกันชีวิต : ให้ผู้ป่วยติดต่อกับประกันชีวิตของตนเอง
 
กระบวนการการรักษา 
                  ขั้นตอนการตรวจโดยแพทย์แผนไทย หัวใจหลัก คือ การดูอย่างเป็นองค์รวม และนำทฤษฎีธาตุเข้ามาใช้ โดยจะเริ่มจากการซักประวัติอาการคนไข้โดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุของการทำให้เกิดโรค ประวัติการรักษาที่ผ่านมา ประวัติการแพ้ โรคประจำตัว ตรวจวัดสัญญาณชีพ จากนั้น เข้าสู่กระบวนการตรวจทางศาสตร์แผนไทย โดยดูธาตุเจ้าเรือนว่าผู้ป่วยมีธาตุเจ้าเรือนทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ  อะไรที่กำเริบ หย่อนหรือพิการ ดูความสมดุลของตรีธาตุ(ปิตตะ วาตะ เสมหะ) โดยเน้นเรื่องความสมดุลเป็นหลัก ตรวจร่างกาย โดยดูรอยโรค อาการ ลักษณะทั่วไป ดูลิ้น เยื่อบุตา สีตา ตรวจเส้นประธาน 10  และเส้นตามร่างกาย  ตรวจชีพจรแบบแผนไทย(ดูลักษณะการเต้นของชีพจรซึ่งสามารถบ่งบอกอาการเจ็บป่วยได้) และตรวจกำเดา คือความร้อนในร่างกาย  จากนั้น นำมาประกอบกับการรักษา เพื่อปรับเข้าสู่สมดุลก็จะไม่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย
 
หัตถการต่างๆ 
    1. การเผายา การเผายาเป็นเวชปฏิบัติแผนไทยหัตถการหนึ่งที่ใช้หลักการเพิ่มธาตุไฟเฉพาะที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยใช้ความร้อนของไฟผ่านเครื่องยาสมุนไพรสดที่มีรสร้อนเข้าไป ใช้รักษาในผู้ป่วยที่มีภาวะธาตุไฟหย่อน โรคหรืออาการที่สามารถเผายา ได้แก่ ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ภูมิแพ้อากาศ  ผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต อาการหนาวใน อาการอ่อนเพลียจากปิตตะหย่อน และสามารถเผาได้หลายส่วนตามร่างกาย เช่น ท้อง แผ่นหลัง ทั้งนี้หัตถการนี้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะปิตตะกำเริบ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ขณะมีประจำเดือน ร้อนใน เพลียจากการตากแดด หอบเหนื่อย
    2. การกักน้ำมัน มีจุดมุ่งหมายเช่น เดียวกับการชโลมน้ำมันตามร่างกาย คือเพื่อให้น้ำมันซึ่งมีคุณสมบัติ เป็นมัน ชุ่ม และช่วยในการหล่อลื่น ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายส่วนที่มีการกักน้ำมัน ทำให้บริเวณนั้นได้รับการหล่อลื่นของน้ำมัน จึงช่วยลดอาการติดขัดในบริเวณที่มีปัญหาได้ ทั้งยังช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของกระแสประสาท เลือด สารอาหาร ฯลฯ ในบริเวณที่กักน้ำมันด้วย
นอกจากนี้ ตัวน้ำมันเองโดยเฉพาะน้ำมันงายังมีสรรพคุณบำรุงกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกอีกด้วย การกักน้ำมันโดยใช้น้ำมันงา โดยเฉพาะน้ำมันยาที่ปรุงตามตำรับเฉพาะ จะยิ่งเพิ่มสรรพคุณในการบำบัดเยียวยาความผิดปกติของกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อได้ดียิ่งขึ้น
การกักน้ำมันจึงสามารถใช้กับกล้ามเนื้อตึงเกร็งเรื้อรัง และใช้กักตามข้อต่อเพื่อบำบัดความผิดปกติเกี่ยวกับข้อ เช่น ข้อติด ข้ออักเสบ ข้อเสื่อม รวมทั้งกักน้ำมันตามแนวกระดูกสันหลังเพื่อบำบัดความผิดปกติของกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน
 
    3. การประคบแช่แผลโรคสะเก็ดเงิน เป็นการทำหัตถการผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน
*ใช้ในกรณีผู้ป่วยที่มีสะเก็ดหนา ชั้นผิวหนังepidermis โดยเริ่มจากขั้นตอนดังนี้
    3.1.ทำความสะอาดแผล ด้วยการใช้น้ำมันจากผิวมะกรูด/ส้ม/ส้มโอ ทำการถูสะเก็ดให้หลุดลอกออก ใช้เปลือกเป็นตัวถู โดยการขยำเปลือกให้มีน้ำมันออกมาที่ผิวแล้วทำการถูสะเก็ดให้บางลง 
    3.2.ล้างแผล โดยการใช้วิธีประคบแผลด้วย normal saline หรือสารสกัดสมุนไพร เป็นการล้างน้ำมันออกและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยใช้ผ้าก๊อซชุบ normal saline หรือตัวยามาประคบแผลทิ้งไว้ประมาณ30นาที
    3.3.ทายาน้ำมัน โดยจะใช้น้ำมันทาแก้คัน (สูตรโพธิ์เงิน) หรือสูตรของวิทยาลัยตามคัมภีร์วิถีกุฏโรค

    4. การพอกยา เป็นหัตถการที่ใช้ในการลดปิตตะในร่างกาย เช่น การพอกลดการอักเสบของผื่น การพอกลดบวมของข้อหรือกล้ามเนื้อ โดยตำรับยาที่ใช้จะเข้ายากลุ่มที่ช่วยลดความร้อน หรือช่วยลดการอักเสบ อาทิ ไพล ขมิ้น เป็นต้น อีกหนึ่งตัวยาที่สำคัญในการเข้ายาพอกนั้นก็คือยาที่ช่วยนำพายาต่างๆให้เข้าสู่ผิวได้ดี และเร็วขึ้น เช่น แอลกอฮอล์ เกลือ หรือมะคำดีควาย (ในตัวมะคำดีควายนอกจากช่วยนำพายาเข้าสู่ผิวได้ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการช่วยให้ยายึดเกาะกันได้ดีขึ้นด้วย)
    4.1. ตำรับยาพอก (ใช้ทำหัตถการกลุ่มโรคทางข้อ)
    ส่วนประกอบ
แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ลูก ดองดึง บดละเอียด 100 กรัม ขิงแก่สด 200 กรัม น้ำต้มสุก
    วิธีทำ
บดลูกแป้งข้าวหมากให้ละเอียดแล้วนำมาผสมลงในแป้งข้าวเจ้าคลุกเค้าให้เข้ากัน จากนั้นนำผงดองดึงที่บดละเอียดแล้วโรยลงในแป้งที่ผสมแล้วในข้อที่หนึ่งก็จะได้ยาพอกเข่าแบบผสมเก็บไว้
    วิธีใช้
นำผงยาพอกเข่าประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำขิงที่คันแล้ว คลุกเค้าให้เข้ากันแล้วนำมาพอกที่เข่าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หรือจนกว่ายาพอกเข่าจะแห้ง ให้พอกเข่าวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
 
    4.2. การพอกยาเย็น ใช้รักษาอาการ ตับร้อน ตับแลบ แผลผุพองตามผิวหนัง เริม งูสวัด 
    ส่วนประกอบ
           ดินสอพองสะตุ ผงบอระเพ็ด ผงเปราะหอม ผงใบสะเดา
           ผสมเครื่องยาทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน
    วิธีการพอกยา
                  1. นำเครื่องยาทั้งหมดไปผสมน้ำให้พอเป็นโคลน
                  2. นำไปพอกในบริเวณที่ต้องการ
                 
สอบถามเพิ่มเติม โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย 037-216164 / 085-3912255 จันทร์-อาทิตย์ 08.30 - 16.30 น.