X
thub
เพิ่มสินค้าเข้าสู่ตะกร้าเรียบร้อยแล้ว
เลือกสินค้าต่อ เข้าสู่ตะกร้าสินค้า

ถาม-ตอบข้อส่งสัย

รับประทานครั้งละ 2-3 แคปซูล ก่อนอาหาร วันละ 2-3 มื้อ
1. ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือยาเคมีบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง จะรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน
2. ใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายและการกลับเป็นซ้ำอีก หลังจากการรักษาแล้ว โดยรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง
3. ใช้เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน เป็นเวลานานไม่เกิน 6-8 สัปดาห์ โดยใช้เฉพาะช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ขณะติดเชื้อไวรัส

​ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมโดยละเอียดได้ที่สภาบันมะเร็งแห่งชาติ http://www.nci.go.th/th/Knowledge/index_general.html

ขมิ้นชันของอภัยภูเบศร เป็นผงสมุนไพรล้วนแท้ๆ 100% สามารถทานต่อเนื่องได้ยาวนานทุกวัน เป็นทั้งยาและอาหาร นอกจากนี้ยังมีกระบวนการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้มีสารออกฤทธิ์ทางยาเป็นไปตามข้อกำหนดของ Thai herbal pharmacopoeia ได้รับรางวัลคุณภาพสมุนไพรระดับทอง จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้เลยว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพทางยาจริงค่ะ ขมิ้นชันมีข้อระวังใช้ในคนที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี หรือทางเดินน้ำดีอุดตันให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากขมิ้นชั้นช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี เพื่อช่วยในการย่อยอาหารด้วย อาจทำให้โรคดังกล่าวแย่ลงค่ะ ขมิ้นชันมีผลยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดได้ ซึ่งออกฤทธิ์คล้ายกับ แอสไพริน แต่ไม่สามารถใช้แทนแอสไพรินได้ แต่สามารถทานร่วมกันได้ กรณีคนไข้ทานยาละลายลิ่มเลือดชื่อ วาร์ฟาริน หากจะทานขมิ้นชัน แนะนำให้ทานวันละ 2 แคปซูลหลังอาหารมื้อใดก็ได้ ทั้งนี้อาจต้องพิจารณาความเหมาะสมในคนไข้แต่ละรายไป เช่น ในรายที่เสี่ยงจะเกิดเลือดออกง่าย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร มีภาวะเลือดออกผิดปกติอยู่ หรือค่าเลือดสูงหรือต่ำเกินที่จะเกิดภาวะอันตรายได้ ให้หลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปก่อนค่ะ

แล้วแต่พฤติกรรมการขับถ่าย การทานอาหาร และความรุนแรงของแต่ละคน บางคนมีอาการไม่รุนแรงก็เริ่มเห็นผลหลังทาน 3 วัน หรือมีผู้ป่วยบางรายทานติดต่อกันเป็น 10 ปี ก็ยังไม่พบผลข้างเคียงใดๆ โดยขนาดเริ่มต้นแนะนำ ครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร หากระบายมากเกินไป หรืออาการทุเลาลงสามารถปรับลดยาเองได้

หมามุ่ย ถือได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ของลูกผู้ชาย มีการใช้จริงมานาน ในหมอยาพื้นบ้านของไทย และในอายุรเวทอินเดีย โดยใช้เมล็ดแก่ของหมามุ่ยรับประทาน มีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงสมรรถภาพทางเพศ แก้ปวดเมื่อย ลดความเครียด ทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า สามารถรับประทานได้ทั้งชายและหญิง โดยมีงานวิจัยในสัตว์ทดลอง พบว่าเมล็ดหมามุ่ยช่วยเพิ่มความต้องการและสมรรถภาพทางเพศ โดยเพิ่มความถี่ในการผสมพันธุ์ขึ้นเป็นสิบเท่า รวมทั้งยืดระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธ์ให้นานขึ้น ลดอาการหลั่งเร็ว และยังเพิ่มปริมาณฮอร์โมนเพศ สำหรับการศึกษาในคน พบว่าหลังรับประทานผงของเมล็ดหมามุ่ยในปริมาณ 5 กรัมต่อวัน พร้อมนม เป็นเวลา 3 เดือน พบว่าสามารถช่วยลดความเครียด และยังทำให้คุณภาพกับปริมาณของอสุจิและน้ำเชื้อเพิ่มขึ้น ทั้งยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศชาย

ข้อควรระวัง การรับประทานเมล็ดหมามุ่ย ที่ไม่ได้ผ่านการทำให้สุก อาจทำให้เกิดพิษได้ และการรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป เกินขนาดที่ใช้เป็นยา อาจทำให้ประสาทหลอน เบื่ออาหาร ปวดมวนท้องได้ นอกจากนี้หมามุ่ย เป็นสมุนไพรที่ศาสตร์อายุรเวทของอินเดีย ใช้รักษาโรคพาร์กินสันมาเป็นเวลานาน ผลการศึกษาพบว่าเมล็ดหมามุ่ยเป็นแหล่งธรรมชาติของ L-dopa ซึ่งเป็นสารหนึ่งที่ถูกใช้เป็นยารักษาโรคพาร์กินสันแผนปัจจุบัน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมของหมามุ่ยได้ที่ http://www.abhaiherb.com/en/knowledge/thaiherb/3975

ผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 12 ปี แนะนำทานครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน เด็กเล็กแนะนำวันละ 1 แคปซูล โดยแนะนำใช้ในเด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไป แนะนำให้ทานช่วงเริ่มเป็นใหม่ๆ จะเห็นผลดีกว่า หากใช้ยา 3 วันอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์ ห้ามใช้ฟ้าทะลายโจรให้คนท้องและหญิงตั้งครรภ์

มีหลายชนิด สามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้ร่วมกันได้ เช่น ชาไม่อยากข้าวชงทานก่อนมื้ออาหาร เพชรสังฆาต เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ ลดไขมันครั้งละ 2-3 แคปซูล หลังอาหาร 3 มื้อ ตรีผลา ดีท๊อกลำไส้ ลดไขมัน ขิง หรือตำรับตรีกฎุก เพิ่มการเผาผลาญ 2 แคปซูล หลังอาหาร 3 มื้อ โดยทานต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 เดือนขึ้นไป ร่วมกับการออกกำลังกายและควบคุมอาหารเพื่อเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่า

หญ้าดอกขาว หรือหญ้าหมอน้อย มีข้อมูลการศึกษาวิจัยหลายชิ้น ที่นำหญ้าดอกขาวมาใช้ในผู้ป่วยที่มีความต้องการเลิกบุหรี่ ซึ่งก็พบว่าได้ผลดีในการช่วยเลิกบุหรี่ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า หากใช้สมุนไพรหญ้าดอกขาวติดต่อกันนาน 2 เดือน สามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ถึง 60% และหากใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย จะสามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่มากขึ้น นอกเหนือจากหญ้าดอกขาวจะทำให้เลิกบุหรี่แล้ว ยังทำให้สมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น เลือดจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณก๊าซพิษคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่คั่งค้างในปอดลดลงอย่างชัดเจน ที่สำคัญคือ ผลข้างเคียงในการเลิกบุหรี่ เช่น อาการกระวนกระวาย สมาธิแปรปรวน หรือหงุดหงิดง่าย ก็พบน้อย โดยกลไกที่ทำให้หญ้าดอกขาวช่วยในการเลิกบุหรี่ได้ มาจากสารสำคัญ คือ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ลิ้นฝาด หรือชา ทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่ ซึ่งฤทธิ์ตรงนี้จึงถูกนำมาใช้ในคนที่ต้องการลดน้ำหนักด้วย เพราะจะทำให้กินอาหารอร่อยน้อยลง และยังพบว่าหญ้าดอกขาวมีสารนิโคตินในปริมาณเล็กน้อย ทำให้ช่วยลดผลข้างเคียงในการเลิกบุหรี่ได้

ปัจจุบันหญ้าดอกขาวถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2555 เรียบร้อยแล้ว ในส่วนยาพัฒนาจากสมุนไพร สำหรับลดความอยากบุหรี่ ในรูปแบบชาชง ทานครั้งละ 2 กรัม ชงน้ำร้อนประมาณ 120-200 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มขณะอุ่นๆ หลังอาหาร วันละ 3-4 ครั้ง หรือในคนน้ำหนักเกินโบราณจะอมน้ำชาหญ้าดอกขาวในปากก่อนประมาณ 1-2 นาที แล้วจึงกลืน หากใครมีต้นหญ้าดอกขาว ให้ใช้หญ้าดอกขาวมาตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาต้ม ครั้งละ 20 กรัม หรือประมาณ 3 ต้น ต่อน้ำ 3 แก้ว หรือประมาณ 400 มิลลิกรัม ต้มจนยาเดือด หรือจนกว่าน้ำที่ใส่ไป 3 ส่วน เหลือประมาณ 1 ส่วน รับประทานครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลาหลังอาหาร หรือเมื่อมีอาการอยากสูบบุหรี่ ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2 เดือน ผลการศึกษาความเป็นพิษเบื้องต้นของสารสกัดหญ้าดอกขาว พบว่ามีความปลอดภัยสูง อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ ปากแห้ง คอแห้ง สำหรับข้อควรระวังการใช้ ให้ระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคไตที่มีระดับโพแทสเซียมเกินในเลือด หรือเริ่มมีอาการบวมน้ำ เนื่องจากหญ้าดอกขาวมีโพแทสเซียมสูง ปริมาณโพแทสเซียมที่สูงในเลือดอาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ อย่างไรก็ตามในคนปกติ ที่ไม่ได้มีการทำงานของไตบกพร่องสามารถทานได้ โดยไม่เกิดผลเสียใดๆ อย่างไรก็ตาม กำลังใจในการเลิกบุหรี่ ทั้งจากตัวผู้สูบเอง และคนรอบข้าง รวมถึงการให้คำแนะนำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ ก็เป็นสิ่งที่จะสามารถช่วยทำให้ผู้ติดบุหรี่เลิกบุหรี่ได้อย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จสูงในการเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด

ลดไข้ บำรุงสมอง ช่วยควบคุมความดัน เพิ่มการไหลเวียนเลือด แก้ช้ำใน ลดอาการบวมช้ำหลังทำศัลยกรรม ช่วยรักษาแผล บำรุงผิว แนะนำทานครั้งละ 1 แคปซูล หลังอาหาร 3 มื้อ สามารถทานต่อเนื่องได้ 1-2 เดือน แล้วหยุดพัก 1 เดือน ค่อยเริ่มทานใหม่ เพื่อไม่ให้ร่างกายเย็นเกิน หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากยังขาดข้อมูลการใช้

แนะนำให้ทาน ยอแคปซูลครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า และ เย็น ยอจะช่วยลดการปวด การอักเสบ และการเสื่อมของข้อ ร่วมกับเพชรสังฆาต ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า เย็น เพชรสังฆาตจะช่วยลดการปวด การอักเสบ และยังช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้หนาแน่นขึ้น หากท่านมีอาการปวด เส้นตึง เอ็นยึด ให้ทานเถาวัลย์เปรียงเสริม ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น จะช่วยคลายเส้น แก้ปวดเมื่อย และมีงานวิจัยยืนยันว่าเถาวัลย์เปรียงมีฤทธิ์ลดอักเสบ ลดปวดได้ดีเทียบเท่ายาแผนปัจจุบัน แต่เถาวัลย์เปรียงมีผลระคายเคืองต่อทางเดินอาหารน้อยกว่า สำหรับยาทา อาจเลือกใช้ครีมไพล หรือน้ำมันไพล สเปรย์หรือน้ำมันกระดูกไก่ดำ ทาแก้ปวดเมื่อย กรณีผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ หรือโรคไตที่มีระดับโพแทสเซียมเกินในเลือด หรือเริ่มมีอาการบวมน้ำ ให้หลีกเลี่ยงการทานยอ เพราะยอมีแร่ธาตุโพแทสเซียมที่สูง ปริมาณโพแทสเซียมที่สูงในเลือดอาจส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ อย่างไรก็ตามในคนปกติ ที่ไม่ได้มีการทำงานของไตบกพร่องสามารถทานยอได้ โดยไม่เกิดผลเสียใดๆ

จิบแทนน้ำ หรือครั้งละ 1 แคปซูล ก่อนอาหาร 3 มื้อ สัปดาห์ละ 2-3 วัน หรือเดือนละ 5-7 วัน ไม่แนะนำให้ทานต่อเนื่องนานๆ เนื่องจากมีฤทธิ์เย็น สามารถใช้ล้างพิษยาฆ่าแมลงได้ และพิษจากการแพ้สารเคมี

แนะนำให้ทานมะระขี้นกแคปซูลค่ะ ขนาดการทานครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 2-3 ครั้ง ก่อนอาหาร โดยสามารถปรับยาตามค่าน้ำตาลในเลือดแต่ละคน มะระขี้นก มีผลกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ยับยั้งการสร้างกลูโคส ทำให้มีผลลดน้ำตาลในเลือดได้ ข้อควรระวังคือ คนท้อง เด็กและคนที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ควรกิน โดยแนะนำให้ทานควบคู่กับยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก และไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคเบาหวานยังต้องอาศัยการติดตามโรคแทรกซ้อนจากแพทย์ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น โรคต้อกระจก โรคไต โรคชาปลายมือปลายเท้า โรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์อัมพาต และยังต้องติดตามการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ โดยเป้าหมายการรักษาเบาหวาน จะถือว่าได้ผลดี คุมโรคได้ ต่อเมื่อ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อยู่ระหว่าง 70-130 มก./ดล. เมื่อเจาะระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 180 มก./ดล. เมื่อสุ่มเจาะน้ำตาลในเลือดโดยที่ไม่ได้อดอาหาร หรือเมื่อเจาะค่าน้ำตาลสะสม หรือที่เรียกว่าค่า HbA1c แล้วได้ค่าไม่เกิน 7%  ซึ่งโดยปกติแล้วค่าน้ำตาลสะสม แพทย์มักจะเจาะตรวจทุก 3 เดือน

ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมุนไพรที่สามารถทานได้เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้ที่https://www.facebook.com/abhaiherb/photos/a.738917366173339.1073741859.136694259728989/690958937635849/?type=3&theater
โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากฝ่ายส่งเสริมการขาย หมายเลขโทรศัพท์ 037-213610 หรือ 086-563-1123 หรือ 080-566-1162 เพื่อสั่งซื้อโดยตรง หรือสอบถามแหล่งจำหน่ายใกล้บ้านท่าน โทรสอบถามได้ในวันจันทร์ ถึงเสาร์ เวลา 8.30-16.30 น. หรือท่านสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ตัวแทนของเรา ที่ www.abhaiherb.net หรือ https://www.facebook.com/abhaiherbshop หรือ https://www.facebook.com/raksuk.herb

แนะนำให้ทานบัวบกแคปซูล วันละ 2 แคปซูล มื้อใดก็ได้ ร่วมกับชาชงกระเจี๊ยบวันละ 1 ซองตอนเช้า สมุนไพรทั้งสองชนิดมีผลช่วยลดระดับความดันโลหิตลงได้ โดยแนะนำให้ทานควบคู่กับยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก และไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคความดันยังต้องอาศัยการติดตามโรคแทรกซ้อนจากแพทย์ ที่อาจเกิดขึ้น โรคไต โรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์อัมพาต และยังต้องติดตามการควบคุมระดับความดันโลหิต ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ โดยเป้าหมายการรักษาความดัน จะถือว่าได้ผลดี คุมโรคได้ ต่อเมื่อระดับความดันโลหิตไม่เกิน 140/90 นอกจากนี้การปรับพฤติกรรมบางอย่างก็มีผลช่วยลดความดันโลหิตได้ เช่น ลดการดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ ลดความเครียด ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน และหมั่นทานขิง กระเทียม และขึ้นฉ่ายบ่อยๆ ในมื้ออาหาร จะช่วยทำให้ควบคุมระดับความโลหิตให้ดีขึ้นได้ค่ะ
ปรับพฤติกรรม    ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกๆวัน
1. ลดน้ำหนัก - ทุกๆ 10 กิโลกรัมของน้ำหนักที่ลดลง ลดความดันตัวบนได้ 5-20 มิลลิเมตรปรอท
2. ทานอาหารไขมันต่ำ ทานผักให้มากขึ้น ทานผลไม้รสไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิล สาลี่      
    เพิ่มการรับประทานปลาแทนเนื้อวัว หรือหมู ช่วยลดความดันตัวบนได้ถึง 8-14 มิลลิเมตรปรอท !!!
3. เพิ่มการออกกำลังกาย เช่น เดินไว ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก ครั้งละ 20-30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อ
    สัปดาห์  ช่วยลดความดันตัวบนได้ 4-9 มิลลิเมตรปรอท
4. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ – ดื่มเบียร์ไม่เกินวันละ 720 มิลลิลิตร หรือไวน์ไม่เกิน วันละ 300 มิลลิลิตร
   (ถ้าผู้หญิงให้ลดปริมาณลงอีกครึ่งหนึ่ง ) ช่วยลดความดันตัวบนได้ 2-4  มิลลิเมตรปรอท
5. ลดเค็ม - ทานเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือคิดเป็นน้ำปลาไม่เกินวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยลดความดันตัว
    บนได้ 2-8 มิลลิเมตรปรอท *** ฝึกทานอาหารโดยไม่ใส่เครื่องปรุงเพิ่ม หลีกเลี่ยงการทานอาหารกระป๋อง
    ของหมักดอง ขนมกรอบแกรบ ผงชูรส รสดี ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว กะปิ ปลาร้า ไข่เค็ม

แนะนำให้ทานชาชงกระเจี๊ยบ ชาดอกคำฝอย อย่างละ  1 ซองตอนเช้า ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ วันละ 2-3 ซอง เพกา+/- ตรีผลา 2 แคปซูล ก่อนอาหาร 3 มื้อ หรือตรีผลาแบบน้ำวันละ 1-3 แก้ว ทานต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 เดือนขึ้นไป ผู้ป่วยควรไปตรวจติดตามผลระดับไขมันในเลือด ตามแพทย์นัด โดยมีเป้าหมายคือ ไขมันคอเลสเตอรอล ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไขมันไตรกรีเซอไรด์ ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไขมันตัวร้ายแอลดีแอลคอเลสเตอรอล ไม่เกิน 190 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือน้อยกว่า 100 ในรายที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เป็น เบาหวาน และต้องลดลงอย่างน้อย 30 % โดยจำเป็นต้องอาศัยการควบคุมอาหารร่วมด้วยเสมอเป็นอันดับแรก คือลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ของมันของทอด กะทิ เครื่องในสัตว์ เนื้อติดมัน ไข่แดง กะทิ กุ้งหมึกหอย แอลกอฮอล์ คุกกี้ ขนมปัง หรือแม้กระทั่งขนมจุกจิก น้ำอัดลม เครื่องดื่มน้ำผลไม้ กาแฟ หากมีการใส่น้ำตาลปรุงรสในปริมาณมาก ก็จะเพิ่มพลังงานให้กับสิ่งที่เรากิน ซึ่งหากร่างกายเรามีการใช้พลังงานน้อยกว่าพลังงานจากอาหารที่ทานเข้าไป ร่างกายก็จะเก็บสะสมในรูปไขมันได้ และหมั่นอออกกำลังกาย ครั้งละ 30-40  นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน และในคนที่สูบบุหรี่ พบว่าหากหยุดสูบบุหรี่ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย หากไขมันสูงมาก จำเป็นต้องใช้ยาแผนปัจจุบันร่วมด้วย

แนะนำสมุนไพรทางเลือกเสริมคือ ให้ทานหญ้าปักกิ่ง 3 แคปซูล ก่อนอาหารเช้า และ 3 แคปซูล ก่อนนอน ขมิ้นชัน 3 แคปซูล หลังอาหารเช้า และ 3 แคปซูล ก่อนนอน ร่วมกับดื่มชาชงรางจืด แทนน้ำ เพื่อล้างพิษ สัปดาห์ละ 1 วัน หรือชารางจืด เดือนละ 5 วันติด หากทานรางจืดแบบแคปซูล วันที่ทานให้ รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร สูตรนี้สามารถทานต่อเนื่องได้เรื่อยๆ โดยอาจทาน 3-6 เดือน แล้วพัก 1 เดือน หากคุณมีอาการเย็น หนาว ท้องอืดมาก ให้คุณทานน้ำขิงเสริม หรือหยุดหญ้าปักกิ่ง แล้วกลับมาทานใหม่ เมื่ออาการหนาวดีขึ้น เพราะว่าหญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น โดยหากคุณเป็นมะเร็งในขั้นต้น หรือยังมีทางหายขาดจากการรักษาแผนปัจจุบัน ก็ขอให้ยึดการรักษาแผนปัจจุบันเป็นหลัก โดยชารางจืดให้ทานห่างจากวันที่ให้รังสี หรือเคมีบำบัดอย่างน้อย 2 วัน เพื่อป้องกันรางจืดไปล้างฤทธิ์ยา สำหรับขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้ในการป้องกันมะเร็ง และเป็นสมุนไพรทางเลือกในการรักษามะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีการศึกษาในหนูทดลอง และในเซลล์มะเร็งของมนุษย์ในหลอดทดลอง พบว่าขมิ้นชันสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้
สำหรับหญ้าปักกิ่ง มีอีกชื่อว่า “หญ้าเทวดา” เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา มีการนำเข้ามาและปลูกแพร่หลายในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. 2527 มีผู้ป่วยมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถยืดชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง เป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่งที่แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 3 เดือน ขอให้นำผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เมื่อผู้ป่วยกลับบ้านและดื่มน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง หลังจากนั้น 1 ปี ผู้ป่วยดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่และกลับไปให้แพทย์คนเดิมตรวจ จากการศึกษาวิจัยพบว่าหญ้าปักกิ่งมีปักกิ่ง มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ชื่อ กลัยโคสฟิงโคไลปิดส์ (จี 1 บี) มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง  มีผลปรับระบบภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเพื่อลดผลข้างเคียงเนื่องจากการใช้ยาเคมีบำบัด เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น ลดความทุกข์ทรมาน โดยมีงานวิจัยพบว่าน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งช่วยลดผลข้างเคียงในผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสงและเคมีบำบัด เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แผลในปาก ปากแห้ง อ่อนเพลีย ปวดข้อและกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ท้องผูก ผมร่วง และอาการ ทั้งขมิ้นชันและหญ้าปักกิ่งยัง สามารถใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายและการกลับเป็นซ้ำอีกของมะเร็ง หลังจากการรักษาแล้ว และใช้เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ด้วยค่ะ

หรือท่านสามารถเดินทางมารักษาที่ คลินิกร้านยาโพธิ์เงินโอสถ อภัยภูเบศร ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยเปิดบริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด/ เสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ก็เปิดค่ะ ในเวลา 8.30-16.00 น. ไม่ต้องจองคิว โดยท่านสามารถดูแผนที่การเดินทางได้ที่ http://www.abhaiherb.com

อาจต้องทราบระยะของโรค และรับการรับยาจากแพทย์แผนไทยโดยตรงเฉพาะราย แนะนำให้นำผลตรวจเลือดล่าสุดเดินทางมาปรึกษาการรักษาที่ คลินิกร้านยาโพธิ์เงินโอสถ อภัยภูเบศร ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยเปิดบริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด/ เสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ก็เปิดค่ะ ในเวลา 8.30-16.00 น. ไม่ต้องจองคิว

โดยท่านสามารถดูแผนที่การเดินทางได้ที่ http://www.abhaiherb.comหรือโทรสอบถามเพิ่มเติมที่เบอร์ 037-211-088 ต่อ 3333 หรือ 087-582-0597 หรือ 090-9846751 สามารถโทรได้วันจันทร์ถึงศุกร์ 8.30-16.00 น. (เจ้าหน้าที่พักช่วง 12.00-13.00 น.) 

แนะนำทานขมิ้นชันครั้งละ 2 เม็ด หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน ขมิ้นชันมีสรรพคุณบรรเทาอาการแน่นจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย (Helicobacter pylori) ที่เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี และเอนไซม์ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระเพาะอาหาร ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากความเครียด แอลกอฮอล์ ยาแก้ปวด นอกเหนือจากนี้ ขมิ้นชันยังถูกนำมาใช้ในการป้องกันมะเร็ง และเป็นสมุนไพรทางเลือกในการรักษามะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร (ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้) ซึ่งมีการศึกษาในหนูทดลอง และในเซลล์มะเร็งของมนุษย์ในหลอดทดลอง พบว่าขมิ้นชันสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ และหากมีภาวะกรดไหลย้อน แนะนำให้ทานยอ เพราะยอช่วยเพิ่มการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้หูรูดหลอดอาหารแข็งแรงขึ้น และทำให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันหลอดอาหารอักเสบจากกรดไหลย้อน ช่วยย่อยอาหาร ขับลมและยังช่วยเร่งการสมานแผลของกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบของกระเพราะอาหาร ลดการหลั่งกรดได้ดีเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน (ยารานิทิดีนและยาแลนโซปราโซล) สำหรับการทานยอเพื่อรักษากรดไหลย้อน สามารถทานเป็นน้ำลูกยอ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือทาน 1-2 แคปซูล ก่อนอาหาร 15-30 นาที วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น

โดยทั่วไปโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน จะใช้เวลาทานยารักษาประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยต้องทานยาให้สม่ำเสมอ ที่สำคัญคือ การปรับพฤติกรรมหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆ ที่อาจทำให้โรคกำเริบ เช่น ลดการทานอาหารรสจัด ลดการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่ซื้อยาแก้ปวดทานเองโดยไม่จำเป็น  หากสูบบุหรี่ควรงดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ ทำให้อัตราการเป็นแผลกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น แผลหายช้า เป็นใหม่ได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาได้ผลไม่ดี ไม่ควรทานอาหารอิ่มเกินไป ไม่นอนหรือเอนตัวทันทีหลังทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรเดินเล่น เดินย่อย นั่งเล่น  ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนค่อยนอน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สหรือการหลั่งของกรดมากขึ้น เช่น น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง แอลกอฮอล์ ***บุหรี่*** หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เช่น น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต สะระแหน่ หรืออาหารเผ็ดจัด เป็นต้น นอกจากนี้ อาหารย่อยยาก เช่น อาหารทอด อาหารมัน และยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนที่ช้าลง โอกาสเกิดกรดไหลย้อนก็มากขึ้น การดูแลตัวเอง ควรลดละปัจจัยเสริมทั้งหมดที่กล่าวไว้ เพื่อลดการกำเริบของโรค

ยารับประทานแบบยาเดี่ยว แนะนำ
เถาวัลย์เปรียง 2 แคปซูล หลังอาหาร 3 มื้อ

ยาตำรับชื่อสหัศธารา แก้เหน็บชา แก้ปวดเมื่อย ขับลมในเส้น
ข้อบ่งใช้ ขับลมในเส้น แก้โรคลมกองหยาบ
ขนาดและวิธีใช้ รับประทานครั้งละ 1-1.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีไข้
ข้อควรระวัง - ควรระวังการบริโภคในผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคแผลเปื่อยเพ็ปติก
และกรดไหลย้อน เนื่องจากเป็นตำรับยารสร้อน
- ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ
ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้
- ควรระวังการใช้ ร่วมกับยา phenytoin, propranolol, theophylline, rifampicin และ warfarin เนื่องจากตำรับนี้มีพริกไทยในปริมาณสูง
อาการไม่พึงประสงค์ ร้อนท้อง แสบท้อง คลื่นไส้ คอแห้ง ผื่นคัน
ยาทา แนะนำครีมไพล หรือน้ำมันไพล สเปรย์หรือน้ำมันกระดูกไก่ดำ  

1.       โรคสะเก็ดเงิน
แนะนำสมุนไพรทางเลือกเสริมคือ ให้ทานหญ้าปักกิ่ง 3 แคปซูล ก่อนอาหารเช้า และ 3 แคปซูล ก่อนนอน ขมิ้นชัน 3 แคปซูล หลังอาหารเช้า และ 3 แคปซูล ก่อนนอน ร่วมกับดื่มชาชงรางจืด แทนน้ำ เพื่อล้างพิษ สัปดาห์ละ 1 วัน หากทานรางจืดแบบแคปซูล วันที่ทานให้ รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร สูตรนี้สามารถทานต่อเนื่องได้เรื่อยๆ โดยอาจทาน 3-6 เดือน แล้วพัก 1 เดือน หากคุณมีอาการเย็น หนาว ท้องอืดมาก ให้คุณทานน้ำขิงเสริม หรือหยุดหญ้าปักกิ่ง แล้วกลับมาทานใหม่ เมื่ออาการหนาวดีขึ้น เพราะว่าหญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น โดยขมิ้นชันและหญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรที่ให้ผลดีในรักษาโรคผิวหนัง มีผลปรับภูมิคุ้มกัน ช่วยเรื่องระบบน้ำเหลืองเสีย ลดการอักเสบของผิวหนังได้
ราคา หญ้าปักกิ่ง 70 แคปซูล 180 บาท ขมิ้นชัน 60 แคปซูล 80 บาท รางจืด 70 แคปซูล 90 บาท หรือ ชาชง ห่อละ 35 บาท ภายในบรรจุ 10 ซองชา
 
หรือท่านสามารถเดินทางมารักษาที่ คลินิกร้านยาโพธิ์เงินโอสถ อภัยภูเบศร ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยเปิดบริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด (เสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ก็เปิดค่ะ) ในเวลา 8.30-16.00 น. ไม่ต้องจองคิว โดยจะเป็นลักษณะยาตำรับ (มีตัวยาหลายตัวเข้าตำรับ) ต้มทาน และอาจมียาพอก ยาอาบ โดยท่านสามารถดูแผนที่การเดินทางได้ที่ http://abhaiherb.com/contact และสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของการรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ที่
คลินิกร้านยาโพธิ์เงินโอสถ อภัยภูเบศร หมายเลขโทรศัพท์ 037-211088 ต่อ 3333 หรือ 087-582-0597 สามารถโทรได้วันจันทร์ถึงศุกร์ 8.30-16.00 น. (เจ้าหน้าที่พักช่วง 12.00-13.00 น.)
 
และสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการมารับการรักษาโรคสะเก็ดเงิน โดยใช้สิทธิ์ในการเบิกจ่าย อาทิ จ่ายตรง เบิกชำระ สิทธิ์ข้าราชการ สามารถมาทำประวัติและรับบริการตรวจรักษา รับยาได้ทุกวันจันทร์ ถึง เสาร์ ในเวลา 13.00-16.00น. เริ่มตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป หรือ โทรสอบถามรายละเอียดการรับการรักษาเพิ่มเติมได้ที่ 037-216164 หรือ 085-3912255 ที่งานการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรค่ะ
ผลการรักษาสะเก็ดเงิน ดูได้ที่อัลบั้มนี้ค่ะ >https://www.facebook.com/media/set/?set=a.901919999873074.1073741885.136694259728989&type=3
ปกติคนไข้ต้องมาตรวจกับแพทย์แผนไทยที่รพ.ครั้งแรกก่อนค่ะ หลังจากมีประวิติแล้วสามารถจัดส่งยาทางไปรษณีย์ได้ค่ะ เพราะยาบางตำรับในแต่ละคนจะไม่เหมือนกันค่ะ ถ้าไม่ได้ตรวจเชิงลึก ยาบางตัวจะกระทุ้งผื่นออกมาในช่วงแรก ซึ่งอาจไม่เหมาะกับคนไข้บางคน จึงต้องมีการตรวจคนไข้ก่อนในครั้งแรกค่ะ
 

ระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติ 
ประสะไพล
รับประทานครั้งละ ๑ กรัม หรือประมาณ 2-3 แคปซูล วันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร 
เป็นเวลา ๓ - ๕ วัน เมื่อระดูมา ให้หยุดรับประทาน
ข้อห้ามใช้ - ห้ามใช้ในหญิงตกเลือดหลังคลอด หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีไข้ 
- ห้ามรับประทานในหญิงที่มีระดูมากกว่าปกติ เพราะจะทําให้มีการขับระดูออกมามากขึ้น 
ข้อควรระวัง - ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ ไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้ 
- กรณีระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติ ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน ๑ เดือน
หรืออีกตัวยาหนึ่ง ชื่อเลือดงาม                 
ชนิดแคปซูล 
รับประทานครั้งละ ๑ – ๒ กรัม วันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร 
ข้อห้ามใช้ - ห้ามใช้ในหญิงตกเลือดหลังคลอด หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีไข้ 
ข้อควรระวัง ควรระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับ ไต 
เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรและเกิดพิษได้
ประสะไพลมีตามตัวแทน http://abhaiherb.com/category/all-category
 
ถ้าเลือดงาม รบกวนท่านโทรสั่งซื้อโดยตรงที่คลินิกร้านยาโพธิ์เงินโอสถ อภัยภูเบศร หมายเลขโทรศัพท์ 037-211088 ต่อ 2 หรือ 087-582-0597 สามารถโทรได้วันจันทร์ถึงศุกร์ 8.30-16.00 น. (เจ้าหน้าที่พักช่วง 12.00-13.00 น.) โดยมีบริการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ค่ะ (ผลิตภัณฑ์นี้มีจำหน่ายเฉพาะที่ร้านยาโพธิ์เงินค่ะ)

1.       โรคริดสีดวงทวารหนัก
แนะนำให้ทานเพชรสังฆาต โดยรับประทานครั้งละ 3 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น หากขนาดที่แนะนำทานแล้วระบายมากเกิน ให้ลดขนาดการทานลงมาค่ะ เนื่องจากมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ สามารถทานได้จนกว่าอาการจะดีขึ้น ส่วนใหญ่ทานต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือนสำหรับการรักษาริดสีดวงทวาร และควรดูแลรักษาสุขภาพ ไม่ควรปล่อยให้ท้องผูก หรือเบ่งอุจจาระ เนื่องจากอาจทำให้อาการ หรือโรคริดสีดวงทวารหนักกำเริบได้ เช่น รับประทานผักเยอะๆ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ โดยมีงานวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของเพชรสังฆาตในการรักษาริดสีดวงทวารหนัก ไม่ต่างกับยารักษาแผนปัจจุบัน (Daflon) แต่ราคาถูกกว่า และยังให้ผลดีในริดสีดวงที่มีการปวดและอักเสบ เพราะเพชรสังฆาตสามารถลดอักเสบ ลดปวดได้ และยังทำให้หลอดเลือดแข็งแรง จากสารฟลาโวนอยด์ที่พบในเพชรสังฆาต ปัจจุบันใช้เป็นยารักษาหลัก ในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพชรสังฆาตของอภัยภูเบศร มีความแรง 400 มก. ประกอบด้วยผงเพชรสังฆาต 250 มก. และตัวยาอื่นๆ 120 มก. บรรจุ 70 แคปซูล/กระปุก 140 บาท
 
ท่านสามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากฝ่ายส่งเสริมการขาย หมายเลขโทรศัพท์ 037-213610 หรือ 086-563-1123 หรือ 080-566-1162 เพื่อสั่งซื้อโดยตรง หรือสอบถามแหล่งจำหน่ายใกล้บ้านท่าน
โทรสอบถามได้ในวันจันทร์ ถึงเสาร์ เวลา 8.30-16.30 น.
หรือท่านสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่http://abhaiherb.com/category/all-category
ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพชรสังฆาตเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้ มีคำตอบสำหรับทุกคำถามค่ะ >https://www.facebook.com/abhaiherb/photos/a.738917366173339.1073741859.136694259728989/738917376173338/?type=3&theater
 
 ยังไม่มีรายงานถึงความไม่ปลอดภัยของเพชรสังฆาต ยกเว้นในรายที่แพ้เพชรสังฆาต ควรหลีกเลี่ยงการทาน (เป็นปฏิกิริยาของแต่ละคน ไม่สามารถบอกได้ล่วงหน้า เช่น ทานแล้วแน่นหน้าอก ใจสั่น ผื่นขึ้น) หรือในหญิงตั้งครรภ์ให้นมบุตร ในรายที่มีภาวะตับไตขั้นรุนแรง อาจต้องหลีกเลี่ยงไปก่อน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการใช้ในผู้ป่วยเหล่านี้ว่าปลอดภัยหรือไม่ สำหรับระยะเวลาการทานแนะนำอาจทาน 3 เดือน แล้วเว้นเดือน วันละ 2-4 แคปซูลได้เลยค่ะ หากใช้เพื่อบำรุงกระดูก กรณีที่ใช้เพื่อรักษาริดสีดวงทวารหนักอาจใช้ในขนาดที่สูงขึ้น เช่น ครั้งละ 3 แคปซูล หลังอาหาร 3 มื้อ
เพชรสังฆาตในคนท้อง – ไม่แนะนำให้ใช้ในคนท้อง ข้อมูลไม่ชัดเจน

สิว แนะนำล้างหน้าด้วยเจลล้างหน้ามังคุดค่ะ ใช้ประจำ แต้มสิวด้วยแอคเน่เจลมังคุด และทาครีมบำรุงด้วยพอร์มินิไมซิ่งเซรั่มค่ะ ลองใช้ดูต่อเนื่องอย่างน้อยสองสัปดาห์สังเกตผิวดูค่ะ

1.       ฝ้า
สำหรับการรักษาฝ้า อันดับแรกแนะนำให้ทาครีมกันแดดทุกวัน และเลี่ยงแสงแดด เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะไม่ให้ฝ้าใหม่ก่อตัว สำหรับยาทาน แนะนำทานยาต้มกลุ่มบำรุงโลหิต จะช่วยเรื่องเลือดลม เพราะตามหลักการทางแพทย์แผนไทยเชื่อว่าฝ้า เกิดจากเลือดลมไหลเวียนไม่ดี ซึ่งยาต้มบำรุงโลหิต ท่านสามารถโทรสั่งซื้อโดยตรงที่คลินิกร้านยาโพธิ์เงินโอสถ อภัยภูเบศร หมายเลขโทรศัพท์ 037-211088 ต่อ 3333 หรือ 087-582-0597 สามารถโทรได้วันจันทร์ถึงศุกร์ 8.30-16.00 น. (เจ้าหน้าที่พักช่วง 12.00-13.00 น.) โดยมีบริการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ค่ะ 1 ชุด ราคาประมาณ 100 บาท ทานได้จนกว่ายาจะจืดจาง ประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยทานเพียงวันละ 1-2 แก้วค่ะ ผิวพรรณโดยรวมก็จะสดใสขึ้นด้วยค่ะ


ขั้นตอนการดูแลผิวหน้ามีปัญหาริ้วรอย

ผิวแพ้ง่าย แนะนำชุดผลิตภัณฑ์ผักเบี้ยใหญ่ เนื่องจากเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ปราศจากน้ำหอม พาราเบน แอลกอฮอลล์

สำหรับขั้นการดูแลผมร่วง
สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่    https://www.facebook.com/abhaiherb/posts/1044200282311711:0